คำอธิบายและการวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ

การวิเคราะห์ผลการดำเนินงาน

กำไรสุทธิ

บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิสำหรับปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2560 จำนวน 307 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 270 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 737 เมื่อเทียบกับปี 2559 ที่มีกำไรสุทธิรวม 37 ล้านบาท ด้วยสาเหตุดังต่อไปนี้

ต้นทุนขายและให้บริการ

ต้นทุนขายและให้บริการสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2560 มีจำ นวน 3,047 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 802 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 35 เมื่อเทียบกับปีก่อน

  • ต้นทุนจากธุรกิจเหล็ก เพิ่มขึ้น 772 ล้านบาท สัมพันธ์กับปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น
  • ต้นทุนจากการจำหน่ายไฟฟ้าสูงขึ้นจากปีก่อน 10 ล้านบาท จากการที่บริษัทมีการผลิตกระแสไฟฟ้ามากขึ้นโดยมีทั้งต้นทุนค่าเสื่อมราคาต้นทุนในการดำเนินงานและซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า
  • ต้นทุนค่าอุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับการสร้างโรงไฟฟ้าลดลงจากปีก่อน 5 ล้านบาท ในปี 2559 ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามสัดส่วนประเภทของสินค้าที่แตกต่างกันไปตามคำสั่งซื้อของลูกค้า

ค่าใช้จ่ายในการขาย

ธุรกิจเหล็ก มีค่าใช้จ่ายในการขายสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2560 มีจำนวน 63 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 110 เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น และมีการขายต่างประเทศทำให้มีค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้า และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขายเพิ่มขึ้นตามปริมาณการขาย

ค่าใช้จ่ายในการบริหาร

ค่าใช้จ่ายในการบริหารสำหรับปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2560 มีจำนวน 385 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 118 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 44 เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากสาเหตุดังนี้

  • ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับโครงการโรงไฟฟ้าญี่ปุ่นที่ไม่สามารถรวมเป็นต้นทุนที่ดินอาคารและอุปกรณ์ ได้จำนวน 64 ล้านบาท (ซึ่งรวมค่าบริการวิชาชีพเพื่อการซื้อโครงการรวม 13 ล้านบาท)
  • ขาดทุนจากการตีราคาที่ดิน 21 ล้านบาท (เป็นการตีราคาทั้งหมด 7 แปลง สำหรับส่วนที่ตีราคาเพิ่มขึ้นสุทธิจากภาษีมีจำนวน 39 ล้านบาท รับรู้ในส่วนของผู้ถือหุ้น)
  • ขาดทุนจากการปรับลดมูลค่าลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่น และการที่บริษัทได้ทยอยซื้อหุ้นจากกิจการร่วมค้าในโครงการโรงไฟฟ้าในประเทศญี่ปุ่นรวม 39.9 ล้านบาท

ต้นทุนทางการเงิน

ต้นทุนทางการเงินสำหรับปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2560 มีจำนวน 349 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 236 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 209 เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากมีการขยายธุรกิจในส่วนงานโครงการไฟฟ้าในประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นผลให้บริษัทจัดหาแหล่งเงินสนับสนุนมากขึ้นในไตรมาส 4 ของปีก่อน โดยต้นทุนทางการเงินดังกล่าวรับรู้เต็มปีในปี 2560 สำหรับการขยายการลงทุนใหม่ในโครงการโรงไฟฟ้าที่ญี่ปุ่นที่เพิ่มช่วงกลางปีนี้ก็ทำ ให้บริษัทมีต้นทุนทางการเงินเพิ่มเติมด้วย

การวิเคราะห์ฐานะการเงิน

สินทรัพย์รวม

กลุ่มบริษัท มีสินทรัพย์รวม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 และ 2559 เท่ากับ 12,565 ล้านบาท และ 13,232 ล้านบาท ตามลำดับลดลง 667 ล้านบาท เนื่องจากสาเหตุดังนี้

  • ลูกหนี้การค้าลดลงจำนวน 700 ล้านบาท
  • ต้นทุนโครงการระหว่างพัฒนาลดลงทั้งจำนวน 1,086 ล้านบาท
  • เงินฝากสถาบันการเงินที่ติดภาระค้ำประกันลดลงจำนวน 1,995 ล้านบาท
  • เงินลงทุนในกิจการร่วมค้าของพลังงานลดลง
  • ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ รวมกับสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เพิ่มขึ้นจำนวนรวม 2,930 ล้านบาท

หนี้สินรวม

กลุ่มบริษัท มีหนี้สินรวม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 และ 2559 เท่ากับ 11,039 ล้านบาท และ 11,880 ล้านบาท ตามลำดับ ลดลงเป็นจำนวน 841 ล้านบาท การเปลี่ยนแปลง โดยมีสาระสำคัญดังนี้ ประกอบด้วย

  • เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน ลดลง 4,864 ล้านบาท
  • เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่นเพิ่มขึ้น 259 ล้านบาท
  • เงินกู้ยืมระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี เพิ่มขึ้น 2,404 ล้านบาท
  • เงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงิน เพิ่มขึ้น 1,275 ล้านบาท เพื่อนำเงินมาลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าที่ญี่ปุ่นตามรายการอธิบายในหัวข้อที่ดินอาคารและอุปกรณ์

ส่วนของผู้ถือหุ้นรวม

กลุ่มบริษัท มีส่วนของผู้ถือหุ้นรวม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 และ 2559 เท่ากับ 1,525 ล้านบาท และ 1,352 ล้านบาท ตามลำดับ โดยส่วนของผู้ถือหุ้นรวมเพิ่มขึ้นจากผลการดำเนินงานของบริษัท

ค่าตอบแทนจากการสอบบัญชี

บริษัทจ่ายค่าสอบบัญชีให้แก่บริษัท เอเอสที มาสเตอร์ จำกัด ที่ผู้สอบบัญชีของบริษัทสังกัดในรอบปีบัญชี 2560 เป็นจำนวน 1.05 ล้านบาท และค่าสอบบัญชีของบริษัทย่อยจำนวน 4.99 ล้านบาท

ค่าบริการอื่นๆ

บริษัทและบริษัทย่อยไม่มีการใช้บริการอื่นจากผู้สอบบัญชี