สารจากประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

เรียน ท่านผู้ถือหุ้น




นายอนาวิล จิรธรรมศิริ
ประธานกรรมการบริหาร

กลุ่มบริษัทจึงได้ปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจใหม่ และวางไว้เป็นแนวทางสำหรับเป็นแผนการขยายธุรกิจในปี 2564 ด้วยการปรับทิศทางหันมาขยายธุรกิจในประเทศไทยเป็นหลัก

ปี 2563 กลุ่มบริษัท เชาว์ สตีล อินดัสทรี้ จำกัด (มหาชน) (“กลุ่มบริษัท”) ได้ก้าวผ่านความไม่ปกติจากผลกระทบของวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) มาด้วยผลประกอบการที่น่าพอใจ เพราะถึงแม้ว่าในปีปัจจุบันนี้รายได้จากการขายและกำไรสุทธิจะลดลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่พบว่าความสามารถในการทำกำไรในเชิงกระแสเงินสดจากการดำเนินงานซึ่งสะท้อนจากกำไรขั้นต้นในปี 2563 ที่สูงขึ้นกว่าปี 2562 ในทุกๆ ประเภทของธุรกิจ และรวมถึง EBITDA ของกลุ่มบริษัทที่เพิ่มขึ้นจากปี 2562 อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับกลยุทธ์และแผนธุรกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เพื่อนำกลุ่มบริษัทขึ้นสู่เป้าหมายสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนและมั่นคงได้ในทุกสถานการณ์ ตามปณิธานของคณะกรรมการบริษัทที่ได้กำหนดไว้

ในปี 2563 ผลกระทบของวิกฤตการณ์ COVID-19 ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อกลุ่มธุรกิจพลังงานทดแทน ที่ทำให้เกิดอุปสรรคในการเดินทางเพื่อดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ จึงทำให้การขยายธุรกิจโรงไฟฟ้า พลังงานแสงอาทิตย์ในต่างประเทศล่าช้ากว่าแผนงานเดิมที่วางไว้ กลุ่มบริษัทจึงได้ปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจใหม่ และวางไว้เป็นแนวทางสำหรับเป็นแผนการขยายธุรกิจในปี 2564 ด้วยการปรับทิศทางหันมาขยายธุรกิจในประเทศไทยเป็นหลัก สืบเนื่องจาก COVID-19 ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะสิ้นสุดเมื่อใด ดังนั้น ในปี 2564 กลุ่มบริษัทจะมุ่งเน้นขยายการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าในประเทศไทย โดยใช้ทรัพยากร ประสบการณ์ ความรู้ความสามารถของบุคลากร และความพร้อมของบริษัทในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้า และ/หรือระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในเชิงรุกให้แก่ภาครัฐและเอกชนที่มีความสนใจต่อไป ดังนั้นกลุ่มบริษัทจึงได้ร่วมลงทุนพัฒนาธุรกิจร่วมกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญและกว้างขวางในแต่ละตลาดในประเทศไทยเพื่อเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงลูกค้าและโครงการใหม่ๆ ทั้งในหน่วยงานราชการ ภาคเอกชนรายใหญ่ ตลอดจนกลุ่มลูกค้ารายย่อย อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับบุคลากรที่จะมีกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านเข้ามาเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้กลุ่มบริษัทสามารถบรรลุการขยายธุรกิจได้ในทุกกลุ่มเป้าหมายตามแผนงานที่วางไว้ ในขณะเดียวกันตลาดในต่างประเทศกลุ่มบริษัทยังมองหาโอกาสในการขยายการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์อย่างต่อเนื่องในประเทศที่มีศักยภาพในการลงทุน และมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า

ในเดือนธันวาคม 2563 บริษัทได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริษัทในการจำหน่ายโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือว่าสอดคล้องกับวิสัยทัศน์และนโยบายการประกอบธุรกิจของกลุ่มบริษัท ในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนตั้งแต่ก่อสร้างจนกระทั่งเริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทได้รับความสนใจจากผู้ซื้อในตลาดและเล็งเห็นถึงโอกาสในการขายโครงการโรงไฟฟ้าเพื่อนำเงินทุนไปพัฒนาโครงการอื่นๆ ต่อไปในอนาคตในภูมิภาคที่สำคัญต่างๆ รวมถึง ประเทศญี่ปุ่น ประเทศไทย และประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นไปตามแผนกลยุทธ์การขายโครงการเพื่อสร้างผลกำไรให้สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้กลุ่มบริษัทมีความแข็งแกร่งด้านฐานะการเงิน สามารถรองรับการขยายการลงทุนและต่อยอดธุรกิจได้อย่างคล่องตัวทันทีที่สถานการณ์ COVID-19 คลี่คลายลง

ส่วนธุรกิจผลิตเหล็กต้นน้ำ หลังจากที่บริษัทได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การบริหารงานจากเดิมเป็นผู้ผลิตเหล็กแท่งยาวมาเป็นผู้รับจ้างผลิตบิลเลต (OEM) ส่งผลให้บริษัทไม่ต้องรับความเสี่ยงด้านราคาวัตถุดิบและราคาขายเหล็กแท่งหากแต่ใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญและใช้ทรัพย์สิน โรงงาน เครื่องจักรต่างๆ ในการเป็นผู้รับจ้างผลิตแทน ซึ่งปัจจุบันมีความพร้อมเป็นอย่างดีสามารถรองรับคำสั่งผลิตได้อย่างเต็มกำลังทันทีเช่นเดียวกัน

ปี 2564 ถึงแม้ว่าจะมี COVID-19 ระบาดอยู่ในหลายพื้นที่ แต่กลุ่มบริษัทยังคงมุ่งมั่น คัดสรรสิ่งที่ดี และคุ้มค่าแก่ผู้ถือหุ้นทุกท่าน โดยเพิ่มการลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศที่ยังได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังคงมุ่งมั่นทุ่มเทบริหารงานให้ธุรกิจเหล็กต้นน้ำเติบโตอย่างมั่นคงและแข็งแกร่งนอกจากนั้นยังมุ่งหาโอกาสและพัฒนาธุรกิจให้ทันต่อยุคสมัยเพื่อเสริมสร้างโอกาสทางธุรกิจ และการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทุกคน

สุดท้ายนี้ กลุ่มบริษัทขอขอบคุณท่านผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นกู้ ผู้ร่วมทุน คู่ค้า คู่ธุรกิจ ลูกค้า และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย สถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศที่สนันสนุนการดำเนิงานด้วยดีตลอดมา รวมทั้ง พนักงานที่ทุ่มเทสรรพกำลังเพื่อให้องค์กรเติบโตอย่างแข็งแกร็ง โดยกลุ่มบริษัทขอให้คำมั่นว่าจะดำเนินธุรกิจด้วยแนวคิดที่จะสร้างความยั่งยืนสู่ธุรกิจ ด้วยการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ยึดหลักธรรมมาภิบาลที่ดี และคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียในทุกภาคส่วน และตระหนักถึงพันธกิจในอันที่จะนำพากลุ่มบริษัทไปสู่จุดมุ่งหมายที่ตั้งปณิธานไว้ได้