สารจากประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

เรียน ท่านผู้ถือหุ้น




นายอนาวิล จิรธรรมศิริ
ประธานกรรมการบริหาร

กลุ่มบริษัท เชาว์ สตีล อินดัสทรี้ จำกัด (มหาชน) ยังคง ดำเนินกิจการให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและมั่นคง ถึงแม้ว่าธุรกิจ ของกลุ่มบริษัทจะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งในส่วนของธุรกิจเหล็กและธุรกิจพลังงาน

ธุรกิจเหล็ก บริษัทได้หยุดกระบวนการผลิตสินค้าในช่วงโควิด-19 โดยทำการพัฒนา ปรับปรุงสินค้าและกระบวนการผลิต นอกจากนี้ บริษัทยังได้ขยายโรงงานเพื่อรองรับการผลิตสินค้าเพิ่มอีก 1 โรงงาน โดยมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มประเภทของสินค้าให้เหมาะสมกับความ ต้องการของลูกค้าที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังส่งผลดีต่อ กลุ่มธุรกิจเหล็กคือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าจะได้รับคำสั่งจ้างผลิตสินค้าในไตรมาสที่ 1 ของ ปี 2565

ธุรกิจพลังงาน กลุ่มบริษัทได้ทยอยส่งมอบโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ในประเทศญี่ปุ่นรวมทั้งสิ้น 4 โครงการซึ่งมีกำลังการผลิตรวม 5.1 เมกะวัตต์ดีซีแล้วเสร็จ ทำให้กลุ่มบริษัทรับรู้กำไรจากการขาย โครงการโรงไฟฟ้าดังกล่าวรวม 45.3 ล้านบาท การขายโครงการ โรงไฟฟ้านั้นเป็นไปตามสัญญาที่กลุ่มบริษัทได้ลงนามในเดือน ธันวาคม 2563 ซึ่งเป็นไปตามแผนกลยุทธ์ของกลุ่มบริษัท ในการ สร้างความสามารถในการทำกำไรสูงสุดและต่อยอดธุรกิจโรงไฟฟ้า ให้เจริญเติบโตอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม กลุ่มบริษัทยังคงได้รับ ผลกระทบจากสถานการณ์ของโควิด-19 ซึ่งกลับมาแพร่ระบาด เพิ่มมากขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ทำให้เป็นสาเหตุของการส่งมอบ โครงการโรงไฟฟ้าที่เหลือเกิดความล่าช้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฝ่ายบริหารคาดว่าจะสามารถส่งมอบโครงการที่เหลืออีกจำนวน 4 โครงการซึ่งมีกำลังการผลิตรวม 56.9 เมกะวัตต์ดีซีได้ภายใน ไตรมาสที่ 1 ของปี 2565 นี้

สืบเนื่องจากพลังงานทางเลือก (Green Energy) นั้นเป็นหนึ่ง ในกระแสของ Megatrend ที่ทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชนต่างๆ ทั่วโลกเริ่มปรับตัวให้ความสนใจและสนับสนุนในการใช้พลังงาน ทางเลือกมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้ง การลดการใช้น้ำมันซึ่งมีต้นทุน ที่สูงมากขึ้น จึงเป็นโอกาสที่ทำให้กลุ่มบริษัทจะสามารถต่อยอดธุรกิจ โดยการนำกระแสเงินสดที่จะได้รับจากการขายโครงการโรงไฟฟ้า พลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น นำมาลงทุนต่อในโครงการ โรงไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2564 กลุ่มบริษัทได้ลงนามในสัญญาการซื้อขายไฟฟ้ารูปแบบเอกชน กับเอกชน (Private PPA) รวมทั้งสิ้น 28.15 เมกะวัตต์ดีซี กับ ผู้ประกอบการเอกชนหลากหลายอุตสาหกรรมและคาดว่าจะ สามารถเริ่มทยอยจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้ในไตรมาสที่ 2 ของ ปี 2565 เป็นต้นไป ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทยังมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงาน แสงอาทิตย์ที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) แล้วในประเทศไทย อีก 6.6 เมกะวัตต์ดีซี ดังนั้น กลุ่มบริษัทมีโรงไฟฟ้าพลังงาน แสงอาทิตย์ในประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 34.75 เมกะวัตต์ดีซี อีกทั้ง กลุ่มบริษัทยังมีความพร้อมทางด้านบุคลากรที่มีความรู้ ประสบการณ์ และ ความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยกลุ่ม บริษัทได้เริ่มขยายธุรกิจในด้านของการให้บริการเป็นผู้ให้คำปรึกษา แนะนำติดตั้ง จัดซื้อและก่อสร้างระบบผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงาน ทางเลือกได้อีกทางหนึ่ง

ผลการดำเนินงานในภาพรวมของกลุ่มบริษัทนั้นดีขึ้นเป็นลำดับ จากการดำเนินการตามแผนกลยุทธ์ซึ่งสะท้อนจากการที่บริษัท มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวก อีกทั้ง บริษัทยังมีความ สามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงานสูงถึง 678.67 ล้านบาท (EBITDA Margin) ที่ดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาเฉลี่ยร้อยละ 10

สุดท้ายนี้ กลุ่มบริษัทขอขอบคุณท่านผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นกู้ ผู้ร่วมทุน คู่ค้า คู่ธุรกิจ ลูกค้า และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย สถาบันการเงินทั้งใน และต่างประเทศที่สนันสนุนการดำเนิงานด้วยดีตลอดมา รวมทั้ง พนักงานที่ทุ่มเทสรรพกำลัง เพื่อให้องค์กรเติบโตอย่างแข็งแกร็ง โดยกลุ่มบริษัทขอให้คำมั่นว่าจะดำเนินธุรกิจด้วยแนวคิดที่จะสร้าง ความยั่งยืนสู่ธุรกิจ ด้วยการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ยึดหลักธรรมมาภิบาลที่ดี และคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียในทุกภาคส่วน และตระหนักถึงพันธกิจในอันที่จะนำพากลุ่มบริษัทไปสู่จุดมุ่งหมาย ที่ตั้งปณิธานไว้ได้