คำอธิบายและการวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ

การวิเคราะห์ผลการดำเนินงาน

กำไรสุทธิ

บริษัทและบริษัทย่อยมีผลขาดทุนสุทธิสำหรับปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2561 จำนวน 107.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 415.1 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2560 ที่มีกำไรสุทธิทุนรวม 307.3 ล้านบาท ด้วยสาเหตุหลักดังนี้

ธุรกิจผลิตและจำหน่ายเหล็กแท่งยาวเหล็ก

มีผลขาดทุน จำนวน 212.1 ล้านบาท เนื่องจากราคาวัถตุดิบปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ย 17% และในช่วงต้นปี บริษัทมีค่าใช้จ่ายในการเตรียมความพร้อมการเปิดผลิตโรงงานเฟสที่ 1 ซึ่งได้หยุดผลิตไปนานประมาณ 3 ปี เพื่อให้สามารถกลับมาผลิตได้ตามปกติ จำนวน 18 ล้านบาท ประกอบกับมีการตั้งค่าเผื่อการลดมูลค่าของสินค้าจำนวน 56.9 ล้านบาท และต้นทุนกำลังการผลิตว่างเปล่า จำนวน 5 ล้านบาท ส่งผลทำให้การดำเนินงานมีผลขาดทุน

ธุรกิจขนส่ง

มีกำไรเพิ่มขึ้น จำนวน 2.9 ล้านบาท สัมพันธ์กับจากปริมาณวิ่งรถขนส่งเพิ่มขึ้น

ธุรกิจพลังงานทดแทน

บริษัทมีกำไร 101.4 ล้านบาทโดยส่วนใหญ่ประกอบด้วยรายการดังนี้

  • รายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 218.1 ล้านบาท เนื่องจากมีโรงไฟฟ้าที่สามารถผลิตและขายกระแสไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้นในระหว่างปี ส่งผลให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น
  • กำไรจากการจำหน่ายโครงการโรงไฟฟ้า 2 โครงการ ซึ่งสอดคล้องกับแผนธุรกิจของบริษัท เป็นจำนวนเงิน 214.5 ล้านบาท
  • ค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 154.45 ล้านบาทโดยส่วนใหญ่เกิดจากการปรับปรุงรายการค่าใช้จ่ายของโครงการโรงไฟฟ้าในปี 2560 โดยปรับลดมูลค่าที่ดินและทรัพย์สินเป็นค่าใช้จ่าย

รายได้จากการขายและให้บริการ

รายได้จากการขายและให้บริการสำหรับปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2561 จำนวน 4,064.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 387.9 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 10.6 เมื่อเทียบกับปี 2560 ที่มีรายได้รวมจำนวน 3,676 ล้านบาท ส่วนใหญ่เกิดจาก

ธุรกิจผลิตและจำหน่ายเหล็กแท่งยาวเหล็ก

รายได้การจำหน่ายเหล็กมีจำนวน 3,077.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 813.3 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 35.9 จากปีก่อน โดยรายได้จากการขายภายในประเทศเพิ่มขึ้น 615 ล้านบาท และรายได้จากการส่งออกต่างประเทศเพิ่มขึ้น 198 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการทำบันทึกข้อตกลง (MOU) กับ TATA INTERNATIONAL METALS (ASIA) LIMITED

ธุรกิจขนส่ง

รายได้การขนส่งสุทธิกับบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกันมีจำนวน 4.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปริมาณวิ่งรถขนส่ง

ธุรกิจพลังงานทดแทน

บริษัทมีรายได้รวมของปี 2561 เท่ากับ 981.8 ล้านบาท ลดลงจากปีที่แล้ว 428.3 ล้านบาท หรือ 30.4% ประกอบด้วยรายการดังนี้

  • รายได้จากการขายกระแสไฟฟ้าเป็นจำนวน 700.7 ล้านบาท ทำให้รายได้ทั้งปีเมื่อเทียบกับปีที่แล้วเพิ่มขึ้น 218.1 ล้านบาท เนื่องจากกำลังการผลิตไฟฟ้าในปี 2561 มากกว่าปี 2560 จำนวน 23.7 เมกะวัตต์ ซึ่งในปี 2560 โรงไฟฟ้าเริ่มผลิตและขายกระแสไฟฟ้าได้ในเดือน มีนาคม และเมษายน ในขณะที่ในปี 2561 มีการผลิตและขายกระแสไฟฟ้าได้ตลอดทั้งปี อีกทั้งในปี 2561 ยังมีโรงไฟฟ้าใหม่ในประเทศญี่ปุ่นที่สร้างเสร็จภายในปีอีก 4 โครงการ หนึ่งโครงการมีกำลังการผลิต 26.68 เมกะวัตต์ดีซีเริ่มดำเนินการได้ในเดือน เมษายน 2561 ส่วนอีกสามโครงการมีกำลังการผลิตรวม 4.83 เมกะวัตต์ดีซีเริ่มดำเนินการได้ในเดือน ตุลาคม 2561
  • บริษัทมีรายได้จากการขายอุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจำนวน 277.8 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากปีที่แล้วจำนวน 644.1 ล้านบาทเนื่องจากลักษณะธุรกิจของบริษัทโดยจะเป็นการขายส่งเพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้าซึ่งเป็นการขายในปริมาณมาก (Project base) ส่งผลให้รายได้ในปีปัจจุบันลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน

กำไรจากการขายโครงการโรงไฟฟ้าตามแผนธุรกิจ

ธุรกิจพลังงานทดแทน

กำไรจากการขายโครงการโรงไฟฟ้าในประเทศญี่ปุ่นตามแผนธุรกิจจำนวน 2 โครงการ เป็นจำนวนเงิน 214.5 ล้านบาท โดยโครงการหนึ่งสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้แล้วจำนวน 4.02 เมกะวัตต์ดีซี และอีกโครงการหนึ่งเป็นโครงการระหว่างการพัฒนาสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้จำนวน 12 เมกะวัตต์ดีซี

รายได้อื่น

รายได้อื่นสำหรับปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2561 มีจำนวน 23 ล้านบาท มาจากธุรกิจเหล็กจำนวน 10 ล้านบาท และธุรกิจพลังงานจำนวน 13 ล้านบาท โดยรายได้ของธุรกิจเหล็กมาจากการขายเศษเหล็ก ในขณะธุรกิจพลังงานมีรายได้จากการรับคืนเบี้ยประกันภัยจากการยกเลิกกรมธรรม์ของโครงการโรงไฟฟ้า และการขอคืนภาษี โดยรายได้อื่นในปี 2561 ลดลง 206.6 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 94.1 จากปีก่อน เนื่องจากในปี 2560 บริษัทได้รับเงินชดเชยความสียหายจำนวน 200 ล้านบาท

ต้นทุนขายและให้บริการ

ต้นทุนขายและให้บริการสำหรับปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2561 มีจำนวน 3,704.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 657 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 21.6 เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนใหญ่เกิดจาก

ธุรกิจผลิตและจำหน่ายเหล็กแท่งยาวเหล็ก

ต้นทุนขาย เพิ่มขึ้น 937.1 ล้านบาท สัมพันธ์กับปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น และมีค่าใช้จ่ายในการเตรียมความพร้อมการเปิดผลิตโรงงานแห่งที่ 1 เพื่อให้สามารถกลับมาผลิตได้ตามปกติ ประกอบกับ ราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงมีการตั้งค่าเผื่อการลดมูลค่าของสินค้า และต้นทุนการผลิตว่างเปล่า (Idle Capacity Cost) ที่เพิ่มขึ้น

ธุรกิจขนส่ง

ต้นทุนขนส่ง เพิ่มขึ้น 1.42 ล้านบาท สัมพันธ์กับปริมาณการขนส่งที่เพิ่มขึ้น

ธุรกิจพลังงานทดแทน

บริษัทมีต้นทุนขายและบริการจำนวน 583.5 ล้านบาท ประกอบไปด้วยต้นทุนจากการผลิตกระแสไฟฟ้าและต้นทุนขายอุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าโดยรวมลดลงจากปีก่อนจำนวน 270.8 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นต้นทุนจากการขายกระแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เกิดจากค่าเสื่อมราคาของโครงการโรงไฟฟ้าที่ก่อสร้างเสร็จในระหว่างเดือนเมษายน และตุลาคม 2561 ขณะที่ต้นทุนจากการขายอุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าลดลง 447.3 ล้านบาท ทั้งนี้รวมถึงต้นทุนการดำเนินงาน ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และค่าเช่าที่ด้วย

ค่าใช้จ่ายในการขาย

ค่าใช้จ่ายในการขายสำหรับปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2561 มีจำนวน 62.8 ล้านบาท ลดลง 0.4 ล้านบาท โดยเป็นค่าใช้จ่ายของธุรกิจเหล็กทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายด้านขนส่งและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก

ค่าใช้จ่ายในการบริหาร

ค่าใช้จ่ายในการบริหารสำหรับปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2561 มีจำนวน 196.6 ล้านบาท ลดลง 188.6 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 49 เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนใหญ่เกิดจาก

ธุรกิจผลิตและจำหน่ายเหล็กแท่งยาวเหล็ก

บริษัทมีค่าใช้จ่ายในการบริหารมีจำนวน 53.8 ล้านบาท ลดลง 32.7 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 37.8 เนื่องจากในปี 2560 บริษัทบันทึกค่าเสื่อมราคาโรงงานเฟส 1 ที่หยุดผลิตจำนวน 26 ล้านบาท ในขณะที่สามารถกลับมาดำเนินการผลิตได้ในไตรมาส 1 ปี 2561 จึงบันทึกค่าเสื่อมราคาทั้งจำนวนเข้าต้นทุนการผลิต

ธุรกิจขนส่ง

มีค่าใช้จ่ายในการบริหารจำนวน 3 ล้านบาท ลดลง 1 ล้านบาท เนื่องจากในปี 2560 มีการตั้งค่าเผื่อการด้อยค่าของสินทรัพย์

ธุรกิจพลังงานทดแทน

บริษัทมีค่าใช้จ่ายในการบริหารจำนวน 139 ล้านบาท ซึ่งลดลงจำนวน 148.42 ล้านบาทเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากในปี 2560 บริษัทมีค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่คือค่าใช้จ่ายในการซื้อโครงการโรงไฟฟ้า 2 โครงการและ ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่บริษัทย่อยในญี่ปุ่นตั้งสำรองไว้ รวมทั้งสิ้น 58 ล้านบาท และค่าธรรมเนียมในการกู้ยืมเงินจากธนาคาร

ต้นทุนทางการเงิน

ต้นทุนทางการเงินสำหรับปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2561 มีจำนวน 414.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 64.8 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 18.5 เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนใหญ่เกิดจาก

ธุรกิจผลิตและจำหน่ายเหล็กแท่งยาวเหล็ก

มีต้นทุนทางการเงินจำนวน 129.3 ล้านบาท ลดลง 66.2 ล้านบาท เนื่องจากมีการจ่ายชำระคืนตั๋วแลกเงิน หุ้นกู้และเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินตามกำหนด

ธุรกิจขนส่ง

มีต้นทุนทางการเงินจำนวน 1 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน จากการจ่ายชำระคืนเงินกู้ยืมสถาบันการเงิน

ธุรกิจพลังงานทดแทน

บริษัทมีต้นทุนในการกู้ยืมเงินในปี 2560 เป็นจำนวน 284.1 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนเนื่องจากบริษัทมีการหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเติมจากสถาบันการเงินในประเทศญี่ปุ่นเพื่อสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจำนวน 5 แห่ง ระหว่างไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ของปีนี้ นอกจากนี้ดอกเบี้ยของโครงการที่ก่อสร้างเสร็จแล้วในเดือนเมษายนปีนี้ได้นำมาแสดงในงบกำไรขาดทุน ซึ่งแตกต่างจากการรวมเป็นต้นทุนของโครงการโรงไฟฟ้าในปีก่อน

การวิเคราะห์ฐานะการเงิน

สินทรัพย์รวม

กลุ่มบริษัท มีสินทรัพย์รวม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2561 และวันที่ 31 ธันวาคม 2560 เท่ากับ 13,211.2 ล้านบาท และ 12,565.4 ล้านบาท ตามลำดับ เพิ่มขึ้น 645.8 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 5 เนื่องจากสาเหตุดังนี้

เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ลดลง 164.9 ล้านบาท ส่วนใหญ่เกิดจาก

ธุรกิจผลิตและจำหน่ายเหล็กแท่งยาว

เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้นจำนวน 12.5 ล้านบาท

ธุรกิจพลังงานทดแทน

เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด เพิ่มขึ้น 177.4 ล้านบาท จากการคืนเงินทดรองของบริษัทย่อยในประเทศญี่ปุ่น

ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่นลดลง จำนวน 182.1 ล้านบาท โดยเหตุผลหลักแบ่งออกเป็น

ธุรกิจผลิตและจำหน่ายเหล็กแท่งยาว

ลูกหนี้การค้าลดลง 146.1 ล้านบาท จากการที่บริษัทได้รับชำระเงินจากลูกหนี้

ธุรกิจพลังงานทดแทน

ลูกหนี้การค้าลดลง 36.1 ล้านบาท เป็นผลจากการหักกลบค่าใช้จ่ายในการพัฒนาโครงการที่เป็นรายการคงค้างของปี 2560 ในระหว่างปี 2561

สินค้าคงเหลือ ลดลง 67 ล้านบาทโดยมีรายละเอียดดังนี้

ธุรกิจผลิตและจำหน่ายเหล็กแท่งยาว

สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น 95.4 ล้านบาท คิดเป็นปริมาณเพิ่มขึ้นร้อยละ 18.7 และมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 31.5 จากปริมาณคำสั่งซื้อที่รอส่งมอบในช่วงไตรมาส 4

ธุรกิจพลังงานทดแทน

สินค้าคงเหลือลดลง 30.5 ล้านบาท เนื่องจากการจัดประเภทอะไหล่สำรองของโครงการโรงไฟฟ้าเป็น อาคาร และอุปกรณ์ แสดงอยู่ภายใต้ ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์

ลูกหนี้กรมสรรพากร เพิ่มขึ้น 87.3 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดดังนี้

ธุรกิจผลิตและจำหน่ายเหล็กแท่งยาว

ลูกหนี้สรรพากรเพิ่มขึ้น 75.7 ล้านบาท จากภาษีซื้อที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับ บริษัทมีรายได้จากการส่งออกเพิ่มขึ้นจากปีก่อน

ธุรกิจพลังงานทดแทน

ลูกหนี้กรมสรรพากรเพิ่มขึ้น 11.6 ล้านบาท เนื่องจากมีภาษีซื้อเพิ่มขึ้นจากต้นทุนการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าในประเทศญี่ปุ่นระหว่างปี 2561 โดยลูกหนี้กรมสรรพากร ประกอบด้วยลูกหนี้สรรพากรในประเทศ 55.6 ล้านบาท และ ลูกหนี้สรรพากรประเทศญี่ปุ่น 134.8 ล้านบาท

ฝากสถาบันการเงินที่มีข้อจำกัดในการเบิกใช้

ธุรกิจพลังงานทดแทน

เงินฝากสถาบันการเงินที่มีข้อจำกัดในการเบิกใช้เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการกู้ยืมเงินระยะยาวเพิ่มขึ้นสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ในระหว่างปี 2561

ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ สินทรัพย์ไม่มีตัวตนและอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน ลดลง 7 ล้านบาท ส่วนใหญ่เกิดจาก

ธุรกิจผลิตและจำหน่ายเหล็กแท่งยาว

ที่ดิน อาคาร และ อุปกรณ์ ลดลง 33.7 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าเสื่อมราคาประจำปี 49.8 ล้านบาท ในขณะที่บริษัทมีการซื้ออุปกรณ์ภายในโรงงานเพิ่มขึ้น 16.1 ล้านบาท

ธุรกิจพลังงานทดแทน

ที่ดิน อาคาร และ อุปกรณ์และ สินทรัพย์ไม่มีตัวตน ลดลงสุทธิจำนวน 317.8 ล้านบาท และ 335.7 ล้านบาทตามลำดับ ประกอบไปด้วย

  • การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการก่อนสร้างโครงการโรงไฟฟ้าในประเทศญี่ปุ่นจำนวน 6 โครงการ มูลค่า 336.9 ล้านบาท โดยมีกำลังการผลิตรวม 41 เมกะวัตต์ ซึ่งมีหนึ่งโครงการจำนวน 26 เมกะวัตต์ได้ก่อสร้างเสร็จและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าแล้วระหว่างเดือนเมษายน 2561
  • การลดลงจากค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายจำนวน 222.3 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นค่าเสื่อมราคาจำนวน 231.3 ล้านบาท และ ค่าตัดจำหน่ายจำนวน 86.1 ล้านบาท
  • การลดลงจำนวน 467.7 ล้านบาท จากการขายโครงการโรงไฟฟ้าที่สร้างเสร็จแล้วและโครงการระหว่างก่อสร้างในประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งมีการจัดประเภทที่ดินเป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนจำนวน 22.9 ล้านบาท

หนี้สินรวม

กลุ่มบริษัท มีหนี้สินรวม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2561 และ 31 ธันวาคม 2560 เท่ากับ 11,755.1 ล้านบาท และจำนวน 11,039.7 ล้านบาท ตามลำดับ เพิ่มขึ้นจำนวน 710.1 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจากเงินกู้ยืมระยะยาวเพื่อการก่อสร้างโรงไฟฟ้าประเทศญี่ปุ่น

ธุรกิจผลิตและจำหน่ายเหล็กแท่งยาว

มีหนี้สินรวม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2561 มีจำนวน 2,934.6 ล้านบาท ลดลง 36.5 ล้านบาท มีรายการเปลี่ยนแปลงที่ สำคัญดังนี้

  • เจ้าหนี้การค้าลดลง 225 ล้านบาท จากการลดลงของเงินมัดจำค่าสินค้าลดลง 212.8 ล้านบาท และเจ้าหนี้อื่นลดลง 3.9 ล้านบาท
  • เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินเพิ่มขึ้นสุทธิ 187.3 ล้านบาท

ธุรกิจพลังงานทดแทน

หนี้สินรวม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2561 มีจำนวน 8,820.5 ล้านบาท มีรายการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญดังนี้

  • เงินเบิกเกินบัญชีเพิ่มขึ้นในระหว่างงวดจำนวน 425.3 ล้านบาท ในระหว่างไตรมาสที่ 4 ปี 261 บริษัทได้มีการบริหารเงินกันภายในกลุ่มบริษัท
  • ลดลงจากการชำระเจ้าหนี้ค่าก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าสุทธิจำนวน 182.1 ล้านบาท
  • การกู้ยืมเงินระยะยาวจากสถาบันการเงินสุทธิส่วนที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปีเพิ่มขึ้นจำนวน 243.4 ล้านบาท ระยะยาวเพิ่มขึ้น 316 ล้านบาทตามลำดับ ส่วนใหญ่เกิดจากเงินกู้ยืมของโครงการโรงไฟฟ้า
  • ภาษีเงินได้นิติบุคคลค้างจ่ายลดลงจำนวน 30.2 ล้านบาท เกิดจากรายได้จากการจำหน่าลดลงจากการชำระเจ้าหนี้ค่าภาษีทำให้มียอดลดลง 84 ล้านบาท

ส่วนของผู้ถือหุ้นรวม

กลุ่มบริษัท มีส่วนของผู้ถือหุ้นรวม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2561 และ 31 ธันวาคม 2560 เท่ากับ 1,448.6 ล้านบาท และ 1,525.8 ล้านบาท ตามลำดับ ลดลง เป็นจำนวน 77.2 ล้านบาท โดยส่วนของผู้ถือหุ้นรวมลดลงจากผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท

  • ลดลงจากขาดทุนสุทธิสำหรับปี จำนวน 107.8 ล้านบาท
  • เพิ่มขึ้นจากผลต่างแปลงค่างบการเงินจำนวน 30 ล้านบาท จากการเปลี่ยนแปลงของงบการเงินของบริษัทย่อยที่ประเทศญี่ปุ่น

งบกระแสเงินสดรวม ณ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ในต้นปีบริษัทได้แสดงเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเป็นจำนวน 975 ล้านบาท โดยมียอดกระแสเงินสดเพิ่มขึ้นสุทธิจากทุกกิจกรรมจำนวน 164 ล้านบาทเป็นผลสุทธิจากกระแสเงินสดจ่ายสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกระแสเงินสดรับจากกิจกรรมจัดหาเงิน ทำให้บริษัทแสดงรายการเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ณ วันสิ้นปีเท่ากับ 1,140.8 ล้านบาท

กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน

กลุ่มบริษัทมีกระแสเงินสดใช้ไปในกิจกรรมดำเนินงานจำนวน 142.1 ล้านบาท โดยแบ่งออกเป็น

ธุรกิจผลิตและจำหน่ายเหล็กแท่งยาว

บริษัทมีกระแสเงินสดใช้ไปจำนวน 411.1 ล้านบาท เป็นผลมาจากการจ่ายชำระเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่น 222.5 ล้านบาท จ่ายชำระดอกเบี้ยจำนวน 131 ล้านบาท ลูกหนี้กรมสรรพากรเพิ่มขึ้น 75.7 ล้านบาท

ธุรกิจพลังงานทดแทน

บริษัทมีกระแสเงินสดรับจากการดำเนินงานจำนวน 269.0 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากกำไรจากการดำเนินงานก่อนภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น 140.1 ล้านบาท รับเงินจากลูกหนี้ 47.0 ล้านบาท และลูกหนี้กรมสรรพากรลดลง 83.8 ล้านบาท

กระแสเงินสดจากกิจกรรมการลงทุน

กลุ่มบริษัทมีกระแสเงินสดใช้ไปในกิจกรรมลงทุนจำนวน 795 ล้านบาท โดยแบ่งออกเป็น

ธุรกิจผลิตและจำหน่ายเหล็กแท่งยาว

บริษัทมีกระแสเงินสดสุทธิรับได้มาจากเงินฝากที่ติดภาระค้ำประกันจำนวน 17 ล้านบาทและซื้อสินทรัพย์เพิ่มขึ้นจำนวน 8 ล้านบาท

ธุรกิจพลังงานทดแทน

บริษัทมีกระแสเงินสดจ่ายจากกิจกรรมลงทุนสุทธิจำนวน 799.8 ล้านบาท เกิดจากการลงทุน เพิ่มในงานระหว่างก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ประเทศญี่ปุ่น 5 โครงการจำนวนรวม 991.6 ล้านบาท มีเงินสดรับจากการจำหน่ายโรงไฟฟ้าจำนวน 2 โครงการ 715.0 ล้านบาท และมีเงินฝากที่ติดภาระค้ำประกันเพิ่มขึ้น 432.2 ล้านบาท และเงินฝากที่มีข้อจำกัดในการเบิกใช้เพิ่มขึ้น 87.3 ล้านบาท

กระแสเงินสดจากกิจกรรมการจัดหาเงิน

กลุ่มบริษัทมีเงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมจัดหาเงิน 1,093 ล้านบาท ส่วนใหญ่เกิดจาก

ธุรกิจผลิตและจำหน่ายเหล็กแท่งยาว

บริษัทมีเงินสดสุทธิรับสุทธิจากกิจกรรมจัดหาเงินจำนวน 186.6 ล้านบาท เกิดจากรับเงินกู้ยืมระยะยาวจำนวน 1,483 ล้านบาทในขณะที่จ่ายชำระเงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงินจำนวน 237 ล้านบาท และจ่ายคืนเงินกู้ยืมระยะยาวจำนวน 1,059.2 ล้านบาท

ธุรกิจพลังงานทดแทน

บริษัทมีเงินสดสุทธิรับสุทธิจากกิจกรรมจัดหาเงินจำนวน 906.5 ล้านบาท โดยเกิดจากบริษัทกู้เงินเบิกเกินบัญชี 425.3 ล้านบาทและรับเงินกู้ยืมระยะยาว 1,233.3 ล้านบาทและจ่ายชำระคืนเงินกู้ระยะยาว 747.7 ล้านบาท

ค่าตอบแทนผู้สอบบัญชี

บริษัทโดยคณะกรรมการตรวจสอบได้พิจารณาคุณสมบัติของผู้สอบบัญชีโดยคำนึงถึงความอิสระ ความเหมาะสม การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ และการไม่มีความสัมพันธ์หรือมีส่วนได้เสียหรือรายการที่อาจก่อนให้เกิดมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับบริษัท บริษัทย่อย ผู้บริหาร ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว นอกจากนี้ คณะกรรมการตรวจสอบยังได้พิจารณากำหนดจำนวนเงินค่าสอบบัญชีในแต่ละปีให้มีความเหมาะสมกับขอบเขตของการสอบบัญชี โดยคณะกรรมการตรวจสอบจะนำเสนอผู้สอบบัญชีที่มีคุณสมบัติเหมะสม พร้อมทั้งจำนวนเงินค่าสอบบัญชี ให้คณะกรรมการบริษัทพิจารณานำเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาแต่งตั้งผู้สอบบัญชีและกำหนดจำนวนเงินค่าสอบบัญชีในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี

ค่าตอบแทนผู้สอบบัญชี

บริษัทจ่ายค่าสอบบัญชี ให้แก่ บริษัท เอเอสที มาสเตอร์ จำกัด ผู้สอบบัญชีของบริษัทในรอบปีบัญชี 2561 เป็นเงินจำนวน 1,050,000 บาท

ค่าบริการอื่นๆ

บริษัทและบริษัทย่อยไม่มีการใช้บริการอื่นๆ